| charoen さんのプロフィールนายหัวครกフォトブログリスト | ヘルプ |
|
使用中のカテゴリはありません。
|
2月19日 วันกตัญญูประกาศ "วันมาฆบูชา" เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ"
สืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ของข่าวที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมของสังคมยุคใหม่ว่าหลายปีมานี้วิถีชีวิตความเป็นอยู่เกี่ยวกับสัมพันธภาพของผู้คนหลายกลุ่มหลายระดับเริ่มมีแนวโน้มเหินห่างเกิดช่องว่างด้านความสัมพันธ์ต่อกัน ทำให้บรรยากาศของสังคมปราฏความหมางเมินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว สถาบันการศึกษา องค์กรธุรกิจเอกชน เอ็นจีโอ กลุ่มการเมือง และ องค์กรของรัฐ หรือแม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยังทรงมีพระราชดำรัสตอกย้ำอยู่เสมอให้ทุกฝ่าย "รู้รักสามัคคี" แสดงให้เห็นว่า บรรยากาศสมานฉันท์อยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ มูลเหตุที่ทำให้บรรยากาศสมานฉันท์อยู่ในภาวะไม่ปกติมีหลายประการ หนึ่งในหลายสมมติฐานที่มีความเป็นไปได้ ไม่ควรรจะมองข้ามนั่นก็คือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคู่กรณีไม่ได้นึกถึงคุณงามความดีที่เคยมีต่อกัน หากค่านิยมเกี่ยวกับความกตัญญูของแต่ละคนยังคงเข้มแข็ง ก็เชื่อว่าเราจะสามารถเยียวยาและจรรโลงความมีสมานฉันท์ในสังคมให้หวนคืนมาดังเดิมได้ไม่ยาก กลยุทธ์การรณรงค์ให้สังคมยึดถือ ความกตัญญู เป็น ค่านิยมพื้นฐานที่สำคัญ มีกันอยู่หลายช่องทางหนึ่งในหลายช่องทางที่สามารถจูงใจให้ทุกคนสนใจที่จะมีส่วนร่วมก็คือ การประกาศวันใดวันหนึ่งให้ทุกฝ่ายยึดถือเป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" ทำนองเดียวกับที่เราเคยกำหนดให้ วันที่ 15 เมษายน ของทุกปีเป็น "วันครอบครัว" หรือกำหนดให้ วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปีเป็น "วันแม่" รวมทั้งกำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น "วันพ่อ" อย่างน้อยที่สุด วันนั้นก็น่าจะเป็นวาระอันควรที่แต่ละคนจะได้ทบทวนดูว่าใครคือผู้ที่มีส่วนทำให้ตนเองรอดพ้นปัญหาหรือประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ละคนจะขบคิดกันต่อว่าเขาควรจะแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่เคยมีน้ำใจอนุเคราะห์อย่างไรบ้างถึงจะเหมาะสม อย่างเช่น ส่งการ์ด ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ พูดคุยทางโทรศัพท์ ส่งช่อดอกไม้ หรือพบปะให้ของกำนัล เพื่อจะแสดงความขอบคุณต่อกัน "วันกตัญญูแห่งชาติ" ก็จะเป็นอีกวันหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสสมานฉันท์ขยายผลแผ่วงกว้างจนกลายเป็นวัฒนธรรมเสริมสร้างมิตรภาพดุจเดียวกับ "วันวาเลนไทน์" ทั้งนี้วันซึ่งควรจะประกาศยกให้เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" นั่นคือ "วันมาฆบูชา" เพราะเป็นการดำเนินการแบบ ยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว ดังจะได้อธิบายหลักการและเหตุผลสนับสนุนเพิ่มเติมตามลำดับ ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ เคยนำเสนอข้อมูลจนเป็นข่าวทั่วประเทศเมื่อ พ.ศ.2548 ว่า วัยรุ่นยุคใหม่ได้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ "วันสำคัญในรอบปีที่วัยรุ่นรอ" มีข้อเท็จจริงโดยย่อที่น่าสนใจดังนี้ อันดับ 1 วันสงกรานต์ 20.0% อันดับ 2 วันปีใหม่ 19.4% อันดับ 3 วันเกิดตัวเอง 13.0% อันดับ 4 วันลอยกระทง 09.9% อันดับ 5 วันวาเลนไทน์ 08.2% อันดับ 6 วันตรุษจีน 08.2% อันดับ 7 วันคริสต์มาส 06.7% อันดับ 8 วันวิสาขบูชา 05.7% อันดับ 9 วันมาฆบูชา 04.6% อันดับ 10 วันอาสาฬหบูชา 04.2% ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีนัยสำคัญเป็นสัญญาณบอกเหตุที่สำแดงให้เห็นถึงทัศนคติของเยาวชนว่าเขาเริ่มมีค่านิยมที่เอาใจออกหากจากเทศกาลศาสนามากขึ้นถึงแม้สถานการณ์จะยังไม่เข้าข่ายวิกฤตแต่ก็พอจะประเมินได้บ้างว่าวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ในสังคมกลุ่มหนึ่งซึ่งจะกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวในอนาคตเริ่มขาดศรัทธาที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในพุทธศาสนา เช่นเดียวกับวันมาฆบูชา เป็นไปได้ว่าแต่ละคนยังมองไม่เห็นคติเกี่ยวกับความมีสมานฉันท์ต่อกันในวาระ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งก็ทำให้เสียโอกาสที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อตอกย้ำความสามัคคีในครอบครัวและสังคม ขอนำเสนอแง่มุมการวิเคราะห์ที่จะจำแนกความรู้สึกนึกคิดให้ได้แลเห็นชัดขึ้นอีกระดับหนึ่ง กล่าวคือสังคมเคยตำหนิวัยรุ่นกันบ่อยครั้งในทำนองที่ว่า "วัยรุ่นไทยสนใจแต่กิจกรรมวันวาเลนไทน์ของวัฒนธรรมตะวันตกทีวันมาฆบูชากลับทำเป็นเมินเฉย" หากมองในมุมกลับกัน ถ้าวัยรุ่นเขาย้อนถามกลับมาว่า "ทำไมวัยรุ่นจะต้องหันมาตื่นตัวกับวันมาฆบูชา วันมาฆบูชามีอะไรสำคัญให้ชื่นชมนักหนาหรือ?" เราคงจะชี้แจงกลับไปว่า "วันมาฆบูชาเป็นวันที่พระสาวกซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงผนวชให้ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย ถือเป็นปรากฏการณ์อัศจรรย์ที่เราควรให้ความสนใจ" เขาอาจจะมีความเห็นแย้งตามประสาวัยรุ่นอีกคำรบหนึ่งว่า "รู้แล้ว อ่านตำรามาตั้งนานแล้วว่าพระสาวกซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงผนวชให้จำนวน 1,250 รูปท่านมาประชุมพร้อมกันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย เพียงแต่พระสาวกเหล่านั้นท่านมาประชุมร่วมกันตั้งนานแล้ว เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่อยู่แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัยรุ่นยุคใหม่ แล้วจะมารุมตำหนิวัยรุ่นทำไมว่านิสัยไม่ดีที่ไม่สนใจวันมาฆบูชา?" ประเด็นนี้หากมีโอกาสชี้แจงได้ก็จะขออธิบายเพื่อปรับมุมมองกับผู้ที่สงสัยเหตุผลในเรื่องนี้ให้เป็นที่เข้าใจโดยสังเขปว่า มูลเหตุสำคัญที่พระสาวกซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงผนวชให้จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยที่ไม่ได้นัดหมายก็เพราะว่า พระสาวกเหล่านั้นท่านรำลึกได้ว่า 1.คนเรา "มีความคิดเห็นที่สำคัญผิด" คือ "หลง" เนื่องจากเพราะว่ามี "ความไม่รู้แจ้ง" คือ "ความโง่" หรือ "อวิชชา" เป็นตัวหนุนส่ง [ราชบัณฑิต ได้นิยามความหมายให้คำแปลเอาไว้ใน พจนานุกรมไทยว่า โง่ หมายถึง ไม่รู้] พระสาวกเหล่านั้นท่านฉลาดขึ้นจนรู้แจ้งเห็นจริงได้ก็เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหลักธรรมให้ปรากฏเป็นคติจนสามารถบรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์อีกต่างหาก 2.โลกนี้จะมีสักกี่คนที่มีวาสนาได้บวชกับพระอุปัชฌาย์ที่เป็นถึงพระพุทธเจ้า 3.โลกนี้จะมีสักกี่คนที่มีวาสนาได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมโดยตรงกับ ครูพระ ซึ่งมีศักดิ์สูงส่งเป็นถึงพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เมื่อพระสาวก 1,250 รูป ใคร่ครวญจนตระหนักได้แน่แท้ว่า คนเราหากได้รับประโยชน์จากผู้ใดคนผู้นั้นก็ควรที่จะมีจิตใจใฝ่ตอบแทนบ้างด้วยพฤติกรรมอันควร ก็ในเมื่อพระพุทธองค์ท่านทรงมีส่วนอย่างยิ่งต่อการเกื้อกูลให้พระสาวกเหล่านั้นสำเร็จในธรรม พระสาวก 1,250 รูป จึงได้สำแดงปรากฏการณ์ให้เห็นเป็นที่อัศจรรย์ต่อโลกด้วยการย้อนกลับมาถวายนมัสการเพื่อแสดงความนอบน้อมบูชาต่อพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นการเตือนใจให้รู้จักให้เกียรติต่อผู้ที่สร้างคุณงามความดีจนทำให้เราได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม การแสดงการขอบคุณด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ว่านั้น เรียกว่า "ความกตัญญู" พวกเราทุกคนที่สำแดงตนอ้างว่านับถือศาสนาพุทธจึงต้องตระหนักว่าภาพลักษณ์อันทรงเกียรติในความเป็นพุทธส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากบารมีคุณงามความดีอันสูงยิ่งของพระพุทธองค์กับพระสาวกทั้งหลาย พวกเราต่างดูดซับเอามรดกความคิดที่ตกทอดมาถึงเราโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อค่าลิขสิทธิ์ เราจึงควรมีส่วนร่วมกิจกรรมในการถวายการบูชาต่อพระรัตนตรัยในวันมาฆบูชาด้วยรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้จักกตัญญู อย่างน้อยที่สุด การรับเอาหลักธรรมเกี่ยวกับความกตัญญูไปปฏิบัติให้เป็นนิสัย ก็คือเป็นความกตัญญูอย่างหนึ่งเพราะเท่ากับเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้โลกได้ประจักษ์ชัดว่าหลักธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำไว้นั้นล้วนเป็นวิชชาที่ถูกต้องดีแล้ว ประโยชน์อันพึงจะได้รับจากการประกาศให้ "วันมาฆบูชา" เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" มีความน่าจะเป็นเกิดขึ้นได้หลายประการ ดังต่อไปนี้ 1.คนทุกกลุ่มทุกระดับในสังคมเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐไม่ว่าจะเป็นลูกกับพ่อแม่ น้องกับพี่ หลานกับพี่ป้าน้าอาปู่ย่าตายาย สามีกับภรรยา ผู้นำครอบครัวกับกลุ่มเพื่อนบ้าน เพื่อนกับเพื่อน ศิษย์กับครู ลูกน้องกับหัวหน้า นักขายกับลูกค้า ผู้นำองค์กรกับผู้นำองค์กร นักการเมืองกับกลุ่มมวลชน ข้าราชการกับประชาชนที่เป็นบุคคลสำคัญ จะร่วมแรงร่วมใจกกันสร้างกระแสผูกมิตรปรองดองซึ่งกันและกันด้วยกิจกรรมนานาวิธี เพื่อแสดงความขอบคุณต่อกันนั้น จะช่วยกระตุ้นให้ วัฒนธรรมสมานฉันท์ ขยายผลแผ่วงกว้างจนกลายเป็นวาระริเริ่มเสริมสร้างมิตรภาพแบบเดียวกับ "วันวาเลนไทน์" 2.กิจกรรมสานไมตรีนานาวิธีเกี่ยวกับ การส่งการ์ด ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ พูดคุยกันทางโทรศัพท์ ส่งช่อดอกไม้ พบปะให้ของกำนัล การจัดงานเลี้ยง ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนพิเศษจากการประกอบธุรกิจในเทศกาล "วันกตัญญูแห่งชาติ" กระจายเป็นวงกว้างทั่วถึงทั้งประเทศ 3.กิจกรรมสานไมตรีนานาวิธีในโอกาสดั่งว่าย่อมที่จะมีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธรรมของพระคุณเจ้าในแต่ละวัด เช่น การถวายสังฆทานกับภัตตาหารเพื่อกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับบุพการีผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว การจัดประกวดการนำเสนอคติธรรมของเยาวชนด้วยรูปแบบที่ล้ำยุค อาทิ จัดให้มีการประกวดการ์ตูน Animation จรรโลงคุณธรรม ประกวดการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ด้านจริยธรรมโดยใช้ Power Point หรือ ประกวดการทอล์กโชว์คติธรรม เยาวชนก็จะเริ่มมีความผูกพันกับ แนวคิดจริยธรรม และ วันมาฆบูชา อันเป็นวันสำคัญทางศาสนา เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 4.กิจกรรมการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่คนทุกกลุ่มทุกระดับในสังคมที่แต่ละฝ่ายน่าจะร่วมมือกันก็คือ การจัดมอบรางวัลผู้มีความกตัญญูด้านต่างๆ ให้กับบุคลซึ่งประพฤติตนเป็นผู้รู้คุณ ไว้เป็นแบบอย่าง อย่างเช่นผู้มีความกตัญญูต่อศาสนา ผู้มีความกตัญญูต่อสังคม ผู้มีความกตัญญูต่อองค์กร ผู้มีความกตัญญูต่อบุพการี แต่ละคนในสังคมจะได้มีกำลังใจขันอาสาทุ่มเททำดีทดแทนคุณยิ่งขึ้น 5.กิจกรรมสานไมตรีนานาวิธีที่ปรารภไว้แล้วนั้น จะมีส่วนอย่างยิ่งต่อการฟูมฟักเสริมสร้างทางด้านการเมืองกับการประกอบการในภาคเศรษฐกิจ ให้เกิดการประสานเอกภาพได้ไม่ยาก ความเสถียรของการดำเนินงานเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจจะได้ไม่กระเพื่อมคลอนแคลนเร็วจนแก้ไขไม่ทัน 6.ค่านิยมที่งอกเงยต่อเนื่องมาจาก "วันกตัญญูแห่งชาติ" จะช่วยบ่มเพาะวิถีชีวิตของคนให้มีการยกระดับตนเองจาก "ประชาชนในเชิงปริมาณ" เปลี่ยนแปลงไปเป็น "ราษฎรในเชิงคุณภาพ" เนื่องจากการวางตนเป็นผู้มีความกตัญญู จะทำให้เขาเหล่านั้นได้รับอานิสงส์หลายข้อ คือ ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ ทำให้เกิดสติไม่ประมาททำให้รักษาคุณความดีเดิมไว้ได้ ทำให้สร้างคุณความดีใหม่ได้อีก ทำให้จิตใจผ่องใสมองโลกในแง่ดี ทำให้ใจเกิดขันติทำให้เป็นที่สรรเสริญของคนดี ทำให้มีคนอยากคบหาสมาคม ทำให้ลาภผลทั้งหลายเกิดขึ้นโดยง่าย ทำให้ผู้อื่นอยากที่จะช่วยเหลือ ทำให้บรรลุธรรมได้โดยง่าย ทำให้ไม่มีเวรไม่มีภัย คาดว่าพัฒนาการสังคมจะคืบหน้าไปไกลถ้าทรัพยากรบุคคลของเรามีจิตสำนึกที่ดีงามเช่นนี้ แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะเป็นเพียงความคาดหวังแต่ก็เป็นความคาดหวังที่แลเห็นภาพล่วงหน้าได้ไกลอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นความคาดหวังซึ่งเป็นทางเลือกทางหนึ่งที่ควรจะเลือกมากกว่าจะปฏิเสธละทิ้งไปโดยมิ ได้นำขึ้นมาวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อขับเคลื่อนสังคมภายใต้คตินิยม "คิดใหม่ทำใหม่" ดังนั้น จึงขอเสนอว่าภายใต้การบริหารเชิงรุกของรัฐบาลที่ศรัทธาการเมืองใหม่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นักการเมืองผู้มีบารมีสูงเพราะมีต้นทุนทางสังคมสูงและมีแนวคิดภูมิปัญญาระดับมืออาชีพ คงจะพิจารณา ดำเนินการสนับสนุน ประกาศให้ "วันมาฆบูชา" เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" คาดหวังด้วยความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้จะได้รับการพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามที่ได้นำเสนอหลักการและเหตุผลดังที่ได้กล่าวจำแนกไว้แล้วด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์จริงใจหมายประกอบกุศล ข้อมูลจาก |
|||
|
|